back
previous
next
Twitter
Facebook
article
ศึกสังเวียนอีบุ๊ค ธุรกิจที่ต้องสู้หรือสูญพันธุ์
 

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Borders เครือข่ายร้านหนังสือใหญ่เป็นอันดับสองในอเมริกา ที่ดำเนินกิจการมากว่า 40 ปี มีจำนวนร้านหนังสือในเครือถึงกว่า 500 ร้าน ได้เผชิญกับภาวะขาดทุนจนจำต้องปิดกิจการลง และเลิกจ้างพนักงานกว่า 10,700 คน ปัญหาด้านธุรกิจของ Border เริ่มส่อเค้าขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อ Waldenbooks ร้านหนังสือในเครือกว่า170 สาขาต้องปิดกิจการลงก่อน ผู้บริหารของ Borders ได้อธิบายถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องปิดกิจการลงว่ามีผลมาจาก การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วในธุรกิจหนังสือ การที่ไม่สามารถปรับธุรกิจให้ทันกับนวัตกรรมใหม่อย่าง e-Reader และความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจ
 
"อีบุ๊ค" (e-Book) เป็นหนังสือที่อยู่ในรูปแบบอิเล็คทรอนิกส์ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2514 แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากต้องอ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงแพร่หลายอยู่ในห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งอะเมซอน (amazon.com) ร้านค้าหนังสือออนไลน์รายใหญ่ เริ่มผลิต “คินเดิลน์” (Kindle) เครื่องอ่านอีบุ๊ค (หรือ “e-Reader") ออกจำหน่ายในปี 2550 อีบุ๊คเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น โดยหน้าจอใช้เทคโนโลยีพิเศษของ E Ink ซึ่งใช้สีเทา 16 เฉดสีผสมเป็นสีหมึกทำให้ประหยัดแบตเตอรี่ ทำให้การอ่านอีบุ๊คสะดวกสบายขึ้น
 
นอกจากอะเมซอนแล้ว Barnes & Noble เครือข่ายร้านขายหนังสืออันดับหนึ่งของอเมริกาก็ผลิต e-Reader ออกจำหน่ายในชื่อ “นุ๊ก” (Nook) ในปลายปี 2552 เพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้จากยอดขายของอีบุ๊คที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นในวงการนักอ่านอีกครั้ง เมื่อแอปเปิล (Apple) เปิดตัวไอแพดที่มาพร้อมกับไอบู๊คสโตร์ (iBookstore) ร้านขายอีบุ๊คออนไลน์ในเครือแอปเปิล จึงทำให้สนามแข่งขันของอีบุ๊คทวีความเข้มข้นมากขึ้น ค่ายใหญ่อย่าง Border ที่ปรับตัวไม่ทันกับรูปแบบธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นจึงต้องปิดตัวลงไป 
 
e-Book จุดเปลี่ยนโลกหนังสือ
ในไตรมาสแรกของปี 2554 การสำรวจรายได้อีบุ๊คจากสำนักพิมพ์ 16 รายในอเมริกาพบว่า อีบุ๊คมียอดขายเพิ่มมากขึ้นถึง 160% คิดเป็นเงิน 233 ล้านดอลลาร์ ในขณะนี้ยอดขายของหนังสือปกติกลับลดลงมาที่ 123 ล้านดอลลาร์ ซี่งตรงกับข้อมูลจากอะเมซอนที่ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 ยอดจำหน่ายอีบุ๊คได้แซงยอดจำหน่ายหนังสือปรกติ กล่าวคือยอดขายหนังสืออีบุ๊คสูงกว่ายอดขายของหนังสือปรกติอยู่ 5% โดยจำนวนอีบุ๊คที่จำหน่ายในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาสูงขึ้นเป็นสามเท่าของปีก่อนหน้านี้  
 
นอกจากนี้คินเดิลน์รุ่นพิเศษราคา 114 ดอลลาร์กลายเป็นสินค้าขายดีของอะเมซอน ภายหลังจากเริ่มขายได้เพียง 5 สัปดาห์ คาดกันว่าในปีนี้คินเดิลน์จะสร้างรายได้ให้กับอะเมซอนถึง $5,480 ล้านดอลลาร์ และสร้างกำไรได้มากถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ ส่วนคินเดิลน์สโตร์ (Kindle Store) ก็มีอีบุ๊คจำหน่ายมากกว่า 950,000 รายการ โดยมากกว่า 550,000 รายการจำหน่ายที่ 9.99 ดอลลาร์หรือต่ำกว่า
 
หนังสือขายดีของ Jonathan Franzen เรื่อง "Freedom" มียอดขายกว่า 1 ล้านเล่ม ในจำนวนนี้มียอดขายในเวอร์ชั่นอีบุ๊คถึง 350,000 เล่ม เช่นเดียวกับอีบุ๊คของ Ken Follet ที่ขายได้ 20,000 เล่มภายใน 7 วัน ความสะดวกของการสั่งซื้อผนวกกับฟังก์ชั่นการแนะนำหนังสือ (Recommendation) ของออนไลน์บุ๊คสโตร์ ช่วยปิดการขายได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก ขั้นตอนการจัดส่งที่รวดเร็วผ่านการดาวน์โหลดทำให้การระบายสินค้า (Distribution) เกิดขึ้นได้เพียงชั่วอึดใจ การชำระเงินออนไลน์ที่รวดเร็วปลอดภัยช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับสำนักพิมพ์ ทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆ ต้องตัดสินใจเข้าร่วมอยู่ในออนไลน์สโตร์ จนเป็นเหตุให้ร้านขายหนังสือทั่วไปยากที่จะแข่งขัน  
 
เมื่อ Apple กลายเป็นผู้เล่นสำคัญ
จำนวนอีบุ๊คที่จำหน่ายผ่านแอปเปิลไอบุ๊คสโตร์ (iBookstore) มีกว่า 200,000 รายการ และมียอดการดาวน์โหลดอีบุ๊คแล้วกว่า 100 ล้านครั้ง ทำให้แอปเปิลกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจการจำหน่ายหนังสือออนไลน์ เมื่อประกอบกับจำนวนไอแพดที่ประมาณว่าจะขายได้กว่า 40 ล้านเครื่องในปี 2554 จึงทำให้แอปเปิลหันมาจัดระเบียบคู่ค้าและผู้เล่นรายอื่นอย่างเคร่งครัดจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง โดยนับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 แอปเปิลจะไม่อนุญาตให้สำนักพิมพ์ต่างๆ รวมถึงอะเมซอน เลี่ยงการขายอีบุ๊คผ่านไอบุ๊คสโตร์ได้อีกต่อไป นั่นคือ แอปเปิลขอให้ทุกแอพถอดเอาฟังก์ชั่นการสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ออกจากแอพของตน ทำให้การสั่งซื้ออีบุ๊คต้องผ่านไอบุ๊คสโตร์เท่านั้น นั่นหมายถึง คู่ค้าทุกรายต้องจ่ายค่าบริการ 30% ของยอดขายให้กับแอปเปิล นับเป็นส่วนแบ่งรายได้ที่สูงมากจากสำนักพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอะเมซอนซึ่งเป็นคู่แข่งตัวยงของแอปเปิล ข้อกำหนดนี้ถือเป็นสิ่งที่เลี่ยงและยอมไม่ได้
 
Amazon ผู้เจนจัดในสังเวียน
อะเมซอนไม่ใช่มือใหม่ด้านเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้ามอะเมซอนได้เริ่มให้บริการ Amazon Elastic Compute Cloud (EC2) ซึ่งระบบการเช่าใช้บริการโฮสติ้งที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง มาตั้งแต่ปี 2549 ในปัจจุบัน EC2 เป็นบริการ Cloud Computing ที่รู้จักกันดีและเช่าใช้โดยเว็บไซต์ชั้นนำอย่าง Foursquare, Netflix และ Reddit ในเดือนมีนาคมปีนี้อะเมซอนได้เปิด “Cloud Drive” เพื่อให้ลูกค้าใช้เป็นพื้นที่ในการเก็บไฟล์ในขนาดความจุ 5 GB ในระบบ Cloud โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
 
ในวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา อะเมซอนจึงได้เปิดให้บริการ Kindle Cloud Reader App ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี HTML5 โดยเวอร์ชั่นแรกสามารถติดตั้งบนบราวเซอร์ Safari ในเครื่องไอแพดและ Desktop รวมถึงบนบราวเซอร์ Google Chrome ทำให้ลูกค้าสามารถอ่านอีบุ๊คที่ซื้อในแพลตฟอร์มที่กล่าวถึงได้ต่อเนื่องผ่านระบบ Cloud Computing ช่วยให้อะเมซอนสามารถขายหนังสือได้โดยไม่ต้องผ่านแอปเปิลแอพสโตร์ (Apple's App Store) อีกต่อไป
 
ในสังเวียนธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่แล้ว มูลค่าทางธุรกิจของ Barnes & Noble อยู่ที่ประมาณ 590 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อะเมซอนอยู่ที่ 87,000 ล้านดอลลาร์ แต่สำหรับแอปเปิลกลับมีมูลค่าทางธุรกิจสูงกว่าถึง 350,000 ล้านดอลลาร์ ก้าวขึ้นชิงความเป็นที่หนึ่งบริษัทที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์อเมริกากับเอ็กซอนโมบิล (Exxon Mobil) ยักษ์ใหญ่แห่งค่ายพลังงาน
 

นี่คือ ปรากฎการณ์อีกอย่างที่ทำให้นักบริหารและนักการตลาดต้องหันมาคิดว่าความรุ่งเรืองของดิจิตอล เปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบทางธุรกิจใหม่ที่ท้าทายความคิดและอุตสาหกรรมต่่างๆ ต้องมีการปรับตัวอย่างไร เมื่อทุกวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีเชื่อมโยงสู่ยุคดิจิตอลกันมากขึ้น จนยากที่จะแยกเอาออนไลน์ออกจากการทำธุรกิจประจำวันแล้ว คงถึงจุดที่นักธุรกิจบ้านเราต้องหันมามองกลยุทธ์ออนไลน์อย่างจริงจังเสียที



ศึกสังเวียนอีบุ๊ค
ธุรกิจที่ต้องสู้หรือสูญพันธุ์

Uraiporn Cholsirirungskul,
CEO of Thomas Idea Co., Ltd.
Magazine: Bloomberg Business Thailand - Issue 50 l September 2011